
DeepSeek เป็นโมเดลภาษา AI (LLM) จากจีนที่พัฒนาโดยบริษัท Hangzhou DeepSeek Artificial Intelligence Co., Ltd. ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฟันด์ High-Flyer โดยโมเดลที่โดดเด่นล่าสุด เช่น DeepSeek-V3 และ DeepSeek-R1 ถูกออกแบบมาเพื่อให้ประสิทธิภาพการแก้ปัญหาเชิงตรรกะและการเขียนโค้ดที่เหนือชั้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง (ประมาณ 6 ล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับ GPT-4 ที่ใช้ต้นทุนสูงกว่า) ทำให้ DeepSeek เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักพัฒนาและธุรกิจ
คุณสมบัติเด่น
- ประสิทธิภาพสูง: โมเดล V3 มีจำนวนพารามิเตอร์ถึง 671 พันล้านตัว รองรับบริบทได้สูงถึง 128K tokens
- เทคโนโลยีขั้นสูง: ใช้เทคนิค Mixture-of-Experts (MoE) และ Multi-Head Latent Attention (MLA) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้ทรัพยากร
- การแก้ปัญหาเชิงตรรกะและคณิตศาสตร์: DeepSeek-R1 ถูกออกแบบมาเพื่อแก้โจทย์ที่ซับซ้อน เช่น การเขียนโปรแกรมและแก้โจทย์คณิตศาสตร์
- Open Source: โค้ดและโมเดลถูกเปิดให้ใช้งานภายใต้ใบอนุญาต MIT ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งและพัฒนาได้เอง
หมวดหมู่
- AI Chatbot / Assistant: เหมาะสำหรับการสนทนาและตอบคำถาม
- Coding Assistant: ช่วยให้การเขียนโค้ดและแก้ปัญหาทางโปรแกรมง่ายขึ้น
- Data Analysis & Research Tool: ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างรายงาน
ราคา
- ใช้งานฟรี: มีเวอร์ชันเว็บและแอพมือถือที่ให้บริการฟรี
- API Pricing: เริ่มต้นที่ประมาณ $0.014 ต่อ 1 ล้าน tokens สำหรับแชท และ $0.14 ต่อ 1 ล้าน tokens สำหรับงาน reasoning
ตัวอย่างการใช้งาน
- นักพัฒนาและนักวิจัย: ใช้ DeepSeek ในการเขียนโค้ด, แก้ปัญหาเชิงตรรกะ และวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน
- ธุรกิจ: นำไปประยุกต์ใช้ในระบบบริการลูกค้า, การวิเคราะห์เชิงข้อมูล, และการสร้างเนื้อหา
- การศึกษา: ช่วยสร้างสื่อการสอนและช่วยเหลือนักเรียนในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์และวิชาที่ต้องใช้การวิเคราะห์ลึก
จุดเด่นและจุดด้อย
จุดเด่น:
- ประสิทธิภาพสูง: สามารถแก้ปัญหาซับซ้อนได้ดีในหลายด้าน เช่น การเขียนโปรแกรมและคณิตศาสตร์
- ต้นทุนต่ำ: การฝึกสอนและการดำเนินงานมีต้นทุนที่ต่ำกว่าโมเดลคู่แข่ง ทำให้เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการลดค่าใช้จ่าย
- เปิดให้ปรับแต่ง: เป็น Open Source ทำให้ผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนและพัฒนาได้ตามความต้องการ
- ความยืดหยุ่นในการใช้งาน: มีให้เลือกใช้งานผ่านเว็บ, แอพมือถือและ API ช่วยให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหลายกรณี
- ผลกระทบตลาด: ความสามารถที่ประหยัดทรัพยากรและต้นทุนต่ำของ DeepSeek กำลังผลักดันให้เกิดการแข่งขันในตลาด AI อย่างมีนัยสำคัญ
จุดด้อย:
- การสนับสนุนภาษาจำกัด: ส่วนใหญ่รองรับภาษาอังกฤษและจีน อาจไม่เพียงพอต่อผู้ใช้งานทั่วโลก
- ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว: ข้อมูลผู้ใช้ถูกจัดเก็บในเซิร์ฟเวอร์จีน ซึ่งอาจสร้างความกังวลในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลโดยรัฐบาล
- ความซับซ้อนในการใช้งาน: สำหรับผู้ที่ไม่ชำนาญด้านเทคนิค การติดตั้งและปรับแต่งอาจเป็นเรื่องท้าทาย
- การเซ็นเซอร์: โมเดลถูกปรับให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลจีน ซึ่งอาจจำกัดข้อมูลในบางหัวข้อที่อ่อนไหว
รีวิวผู้ใช้
ผู้ใช้และนักวิจัยหลายรายยกย่องในเรื่องของประสิทธิภาพที่สูงและความรวดเร็วในการตอบโจทย์ปัญหาซับซ้อน แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ในเรื่องการเซ็นเซอร์ข้อมูลที่เกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองและความกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว
เปรียบเทียบกับเครื่องมือ AI อื่นๆ
- ChatGPT: มีความหลากหลายในการสนทนาและคุณลักษณะเพิ่มเติมเช่นโหมดเสียงและการประมวลผลภาพ แต่ DeepSeek มีข้อได้เปรียบในเรื่องค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพการแก้โจทย์เชิงตรรกะที่เฉพาะทาง
- Gemini: ให้ข้อมูลที่เป็นกลางและรองรับหลายมิติ แต่ DeepSeek มีต้นทุนที่ต่ำกว่าและมีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งด้วย Open Source
- เครื่องมืออื่นๆ: DeepSeek โดดเด่นในด้านการประหยัดพลังงานและต้นทุน แต่ยังขาดคุณสมบัติบางอย่างที่พบใน ChatGPT และเครื่องมือจากบริษัทสหรัฐฯ
- DALL-E:
- ข้อดี: มีความสามารถในการสร้างภาพที่ซับซ้อนและมีรายละเอียดสูง
- ข้อด้อย: อินเตอร์เฟซอาจใช้งานยากสำหรับผู้เริ่มต้น ในขณะที่ OpenArt เน้นความง่ายในการใช้งานและการปรับแต่งสไตล์ที่เข้าถึงง่าย
- Midjourney:
- ข้อดี: ให้ภาพที่มีสไตล์ศิลปะเฉพาะตัวและมีความสวยงามในเชิงศิลป์
- ข้อด้อย: อาจมีการควบคุมที่เข้มงวดในบางด้าน ในขณะที่ OpenArt มีตัวเลือกการปรับแต่งที่หลากหลายมากขึ้น
- Artbreeder:
- ข้อดี: เน้นการผสมผสานและพัฒนาภาพโดยใช้ “พันธุกรรม” ของงานศิลปะ
- ข้อด้อย: ไม่เน้นการสร้างภาพจากข้อความโดยตรงเท่าที่ OpenArt ทำได้